องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงหวาง
อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
https://www.chiangwang.go.th
นางปัญญสิริย์   ธุระพล
นางปัญญสิริย์ ธุระพล
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงหวาง
ข้อมูลหน่วยงาน
บุคลากร
ข้อมูล การดำเนินงาน
จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
online ขณะนี้
   คน
สถิติวันนี้
174   คน
สถิติทั้งหมด
58591   คน
เริ่มนับวันที่ 26 สิงหาคม 2564

กระดานสนทนา (เว็บบอร์ด)


เปิดสาขาแฟรนไชส์: เลือกสินเชื่ออย่างไรให้เหมาะกับ
โดย : บรรจง   เมื่อ : วันอังคาร ที่ 17 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569   


การเปิดแฟรนไชส์เป็นทางลัดสู่การเป็นเจ้าของกิจการที่หลายคนสนใจ เพราะมีระบบหลังบ้าน แบรนด์ และมาตรฐานการดำเนินงานรองรับ แต่ในโลกความจริง “ความสำเร็จของแฟรนไชส์” มักถูกตัดสินตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน—โดยเฉพาะเรื่อง การจัดเงินทุน และการเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ให้สอดคล้องกับจังหวะรายได้จริง ไม่ใช่เลือกจากคำว่าอนุมัติไวหรือวงเงินสูงเพียงอย่างเดียว ในปี 2569 สัญญาณเชิงนโยบายชี้ชัดว่า “รัฐต้องการให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น” แต่ธนาคารเองก็ยังบริหารความเสี่ยงเข้ม การปล่อยสินเชื่อสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์จึงยิ่งให้ความสำคัญกับ “กระแสเงินสดที่พิสูจน์ได้” และโครงสร้างหนี้ที่เหมาะกับกิจการ ตัวอย่างคือโครงการ SMEs Credit Boost ของ ธปท. ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เพื่อช่วยแชร์ความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อสำหรับธุรกิจที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันฝั่งผู้ประกอบการแฟรนไชส์ก็มีแรงสนับสนุนเชิงระบบมากขึ้น เช่น แผนยกระดับแฟรนไชส์ไทยปี 2569 ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายใต้บริบทนี้ บทเรียนสำคัญคือ “แฟรนไชส์ควรใช้ ชุดสินเชื่อ ไม่ใช่สินเชื่อตัวเดียว” เพราะแฟรนไชส์มีทั้งเงินก้อนลงทุนและ เงินทุนหมุนเวียน ที่ต้องใช้คนละจังหวะ หากยัดทุกอย่างไว้ในหนี้ก้อนเดียว คุณอาจได้วงเงินพอเปิดร้าน แต่ค่างวดกลับหนักเกินรายได้ช่วงตั้งไข่ สุดท้ายร้านยังไม่ทันนิ่งก็เริ่มตึงมือ แนวคิดนี้ถูกสรุปไว้อย่างตรงประเด็นในบทความหลักของ EasyCashFlows: ร้านแฟรนไชส์มักต้องใช้เงินก้อนใหญ่ตอนเริ่ม และต้องมีเงินทุนหมุนเวียนรองรับช่วงยอดขายยังไต่ระดับ โดย “ต้องใช้ชุดวงเงิน ไม่ใช่สินเชื่อตัวเดียว” พร้อมทำค่างวดช่วงแรกเบา (เช่น Step-up/Grace) และมี OD ขนาดพอดีคร่อมช่วงเงินเข้า–ออกที่ไม่พร้อมกัน ต่อไปนี้คือ “สูตร” ที่ใช้จัดชุดสินเชื่อให้ผ่อนไหวจริง แบบยึดหลักกระแสเงินสด (Cash Flow First) เหมาะกับคนทำแฟรนไชส์และผู้มองหา สินเชื่อsme เพื่อเริ่มหรือขยายสาขา


ขั้นที่ 1: แยกเงินให้ถูกประเภทก่อน—เงินก้อน (ลงทุน) vs เงินหมุน (ประคอง) เหตุผลที่หลายคนพลาดคือเห็นคำว่า “เงินทุน” แล้วคิดว่าเป็นก้อนเดียว ทั้งที่จริงแฟรนไชส์มีเงิน 2 ประเภทใหญ่ ๆ ที่ทำหน้าที่ต่างกัน (ก) เงินก้อนลงทุน (Capital / CAPEX)
ใช้กับค่าใช้จ่ายที่เกิด “ครั้งใหญ่” ตอนเริ่ม เช่น ค่าแฟรนไชส์แรกเข้า ค่าตกแต่ง–รีโนเวท (fit-out) อุปกรณ์หลัก ป้าย ระบบหน้าร้าน และสต๊อกตั้งต้นบางส่วน จุดเด่นของเงินก้อนคือ “ประโยชน์กินระยะยาว” แต่จุดเสี่ยงคือ “เงินออกก่อนรายได้มา” (ข) เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital / OPEX ช่วงตั้งไข่)
ใช้กับค่าใช้จ่ายที่หมุนทุกเดือน เช่น ค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ เติมสต๊อก ค่าโฆษณาช่วงเปิดตัว ค่าขนส่ง/แพลตฟอร์ม และค่าใช้จ่ายรายวันที่ต้องจ่ายก่อนยอดขายนิ่ง บทความหลักชี้ชัดเรื่องนี้ว่าแฟรนไชส์มักมีค่าใช้จ่ายหลายก้อนตอนเริ่ม และหลังเปิดดำเนินการยังมีค่าเช่า ค่าแรง และค่าสินค้าเติมสต๊อกที่ต้องจ่ายก่อนรายได้จะนิ่ง การมองรอบเงินออก–เงินเข้าให้ชัดช่วยเลือกแหล่งเงินทุนที่เหมาะ สูตรสั้น (Quick Rule) ที่ควรจำ เงินก้อน = ผ่อนยาว (Term/Investment หรือ Leasing สำหรับอุปกรณ์) เงินหมุน = วงเงินหมุนเวียน (OD/Working Capital/วงเงินเบิกใช้) ถ้าเงินเข้าไม่พร้อมเงินออก (T+14/T+30) = ต้องมี Buffer
ขั้นที่ 2: จับคู่ “งานที่เงินทำ” กับ “ชนิดสินเชื่อ” ให้ตรง เมื่อแยกเงินถูกประเภทแล้ว ให้จัด “ชุดสินเชื่อเพื่อธุรกิจ” ด้วยหลักจับคู่ดังนี้ 2.1 ส่วนลงทุน: ใช้สินเชื่อแบบผ่อนงวด (Term/Investment) หรือสินเชื่อมีวัตถุประสงค์ชัด ส่วนลงทุนควรใช้สินเชื่อที่ทำให้ “ค่างวดคงที่ คุมงบได้” เพราะต้นทุนก้อนนี้เป็นโครงสร้างร้าน หากเอาไปใช้วงเงินหมุนเวียนทั้งหมด คุณจะเหมือนเอาหนี้ระยะสั้นมาลากยาว แล้วเสี่ยงตึงตั้งแต่เดือนแรก บทความหลักระบุว่า หากเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ควรพิจารณาสินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบผ่อนรายงวด เพื่อให้ค่างวดคงที่และคุมต้นทุนรายเดือนได้ ข้อคิดเชิงวิเคราะห์:
การผ่อนงวดทำให้คุณ “เห็นต้นทุนหนี้รายเดือน” ชัด ซึ่งสำคัญมากกับแฟรนไชส์ช่วงยอดขายไต่ระดับ เพราะสิ่งที่ฆ่าร้านไม่ใช่ค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี แต่คือ “เงินสดรายเดือน” ที่ไม่พอจ่ายค่างวดและค่าใช้จ่ายประจำพร้อมกัน 2.2 ส่วนหมุน: ใช้วงเงินหมุนเวียน (OD/Working Capital/Revolving) ส่วนหมุนคือหัวใจของการ “ไม่สะดุด” ช่วงเปิดร้าน โดยบทความหลักอธิบายว่า วงเงินหมุนเวียนเหมาะกับค่าใช้จ่ายหมุน เช่น สต๊อก วัตถุดิบ โปรโมชันช่วงเปิดร้าน เบิก–ใช้–คืนได้ และจ่ายดอกเฉพาะส่วนที่ใช้จริง ข้อคิดเชิงวิเคราะห์:
วงเงินหมุนเวียนที่ดีไม่จำเป็นต้อง “ใหญ่สุด” แต่ต้อง “พอดีตามรอบเงินจริง” เพราะดอกเบี้ยของการเบิกใช้ต่อเนื่องคือค่าใช้จ่ายที่กินกำไรเงียบ ๆ หากวงเงินใหญ่เกินจำเป็น คุณมักเผลอใช้เกินแผน แล้วค่างวด (หรือดอกเบี้ยสะสม) จะบีบกำไรในวันที่ยอดขายยังไม่นิ่ง 2.3 ถ้ามีอุปกรณ์ราคาใหญ่: พิจารณาเช่าซื้อ/ลีสซิ่ง แยกจากหนี้ร้าน บทความหลักเสนอว่าอุปกรณ์ใหญ่เหมาะกับเช่าซื้อ/ลีสซิ่ง เพราะช่วยกระจายเงินก้อนตามอายุการใช้งาน
มุมคิดนี้สำคัญกับแฟรนไชส์สายอาหาร–เครื่องดื่มที่มีเครื่องหลักราคาแรง เช่น เครื่องทำความเย็น เครื่องครัว หรือระบบหน้าร้าน เพราะถ้าเอาไปกองรวมในเงินก้อนเดียว ค่างวดจะสูงขึ้นทันทีทั้งที่ “ทรัพย์นั้น” มีอายุใช้งานยาวและควรผ่อนแยกตามประโยชน์
ขั้นที่ 3: ทำให้ “ผ่อนไหวจริง” ด้วยกติกา 3 ชั้น: (ค่างวดช่วงแรกเบา) + (OD พอดี) + (กันชนเงินสด) นี่คือส่วนที่คนทำแฟรนไชส์ควรให้ความสำคัญที่สุด เพราะต่อให้เลือกประเภทสินเชื่อถูก หากวางจังหวะผิด ร้านก็ยังสะดุดได้ 3.1 ทำค่างวดช่วงแรก “เบา” ให้สอดคล้องกับยอดขายที่ไต่ระดับ บทความหลักย้ำว่าควรทำค่างวดช่วงแรกเบา (Step-up/Grace) เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเปิดร้านที่รายได้ยังไม่เต็ม แปลเป็นหลักปฏิบัติ: เดือน 1–3: มักเป็นช่วงทดลองระบบ พนักงานยังไม่เข้าที่ ยอดขายยังไม่เสถียร เดือน 4–6: ยอดขายเริ่มนิ่งขึ้น หากทำการตลาดต่อเนื่องและทำซ้ำได้ เดือน 7 เป็นต้นไป: ร้านเริ่มเห็นพฤติกรรมลูกค้าประจำและสามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ดังนั้นหนี้ลงทุนควรมีโครงสร้างที่ไม่บีบตั้งแต่เดือนแรก เช่น ผ่อนนานขึ้น/มีระยะปลอดเงินต้น/หรือ Step-up ที่ค่างวดค่อย ๆ เพิ่มตามจังหวะยอดขาย (ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไขผู้ให้กู้) 3.2 วาง OD/วงเงินหมุนให้ “พอดีตามรอบสต๊อก–รอบเก็บเงิน” แฟรนไชส์จำนวนมากไม่ได้ตายเพราะขาดกำไร แต่ตายเพราะ “เงินสดหายไประหว่างทาง” เช่น จ่ายวัตถุดิบก่อน แต่ขายได้เป็นรอบ/รายวันไม่พอ หรือมีโปรโมชันแล้วต้องสำรองสต๊อกมากขึ้น หลักง่ายคือ OD ต้องคร่อมช่วงที่เงินออกนำหน้าเงินเข้า โดยเผื่อ Buffer ไว้เสมอ ตามแนวคิด Quick rule ในบทความหลัก 3.3 ตั้งกติกากันชน (Buffer) เป็น “เงินสดจริง” ไม่ใช่หวังพึ่งวงเงินตลอด ในปี 2569 ภาวะการแข่งขันสูงขึ้นและสภาพเศรษฐกิจยังไม่เรียบ ทำให้ยอดขายผันผวนได้ง่าย การมี Buffer เท่ากับ “ซื้อเวลาตัดสินใจ” ให้ธุรกิจ เช่น ปรับเมนู ลดสูญเสีย หรือหยุดแคมเปญที่ไม่คุ้ม ก่อนที่หนี้จะดึงกิจการลงเหว ข้อคิดเชิงวิเคราะห์:
การพึ่งวงเงินหมุนเวียนตลอดเวลา ทำให้ร้านเหมือนวิ่งบนลู่วิ่งที่ต้องจ่ายดอกเพื่อ “อยู่กับที่” ทางที่ดีคือใช้วงเงินเพื่อคร่อมจังหวะ และค่อย ๆ ลดการพึ่งพาเมื่อยอดขายนิ่ง
ขั้นที่ 4: เช็กความสามารถผ่อนด้วย “เกณฑ์ตัวเลข” ไม่ใช่ความรู้สึก คำว่า “ผ่อนไหวจริง” ต้องวัดได้ โดยเฉพาะคนที่กำลังเลือก สินเชื่อsme หรือสินเชื่อเพื่อธุรกิจสำหรับแฟรนไชส์ แม้แต่บทความหลักก็ชี้ให้วาง DSCR/DSR/Drawdown/Step-up ให้สอดคล้องกับยอดขายที่ค่อย ๆ ไต่ระดับ ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “ธนาคารไม่ได้ดูแค่วงเงินที่คุณอยากได้ แต่ดูความสามารถชำระหนี้ (Debt Service) จากกระแสเงินสด” แนวทางประเมินแบบใช้งานจริง (ไม่ลงลึกเกินจำเป็น) ทำงบกระแสเงินสด 6–12 เดือนแรก (รายรับที่คาดได้จริง + รายจ่ายคงที่ + รายจ่ายผันแปร) ใส่ค่างวดหนี้ลงทุน + ดอกเบี้ยจากการใช้วงเงินหมุน (เฉลี่ยตามแผนใช้จริง) ตั้ง “กรณีแย่” เช่น ยอดขายต่ำกว่าคาด 20% ใน 3 เดือนแรก แล้วยังจ่ายไหวหรือไม่ อย่าให้หนี้กดการตลาดและคุณภาพสินค้า เพราะแฟรนไชส์ช่วงเริ่มต้องใช้การตลาดและมาตรฐานเพื่อทำให้ยอดขายนิ่ง นี่คือเหตุผลที่ “ชุดสินเชื่อ” สำคัญกว่า “สินเชื่อตัวเดียว” เพราะทำให้คุณคุมค่างวดฝั่งลงทุน และคุมดอกฝั่งเงินหมุนได้แยกกันอย่างมีวินัย
บทสรุป ในปี 2569 การเปิดแฟรนไชส์ให้รอด ไม่ได้แข่งกันที่ใครหาเงินได้มากกว่า แต่แข่งกันที่ใครจัด สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ให้สอดคล้องกับจังหวะรายได้มากกว่า สูตรที่ปลอดภัยและใช้งานจริงคือ แยกเงินก้อนลงทุนออกจาก เงินทุนหมุนเวียน จับคู่วัตถุประสงค์เงินกับชนิดสินเชื่อให้ตรง ทำค่างวดช่วงแรกเบา + วาง OD พอดี + มี Buffer วัดความสามารถผ่อนด้วยตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก หากต้องการรายละเอียดเชิงลึกพร้อมตัวอย่างการจัดชุดวงเงิน (Term/OD/Leasing) และแนวทางเลือกให้เหมาะกับโมเดลแฟรนไชส์จริง แนะนำอ่านบทความหลักฉบับเต็มที่รวบรวมกรอบคิดไว้ครบ และมีลิงก์ต่อยอดหัวข้อสำคัญให้ศึกษาเพิ่มเติม



เข้าชม : 3



แสดงความคิดเห็น
ใส่รหัสตามภาพ : เปลี่ยนรหัสใหม่
ชื่อ :


Black ribbon
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เสด็จสู่สวรรคาลัย
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์